สองมาตรฐานการเมืองไทย

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

"ฤารัฐ/สังคมสวัสดิการ คือ ธรรมาภิบาลประชาธิปไตย" (บ้านเมืองเรื่องจริง)

"ฤารัฐ/สังคมสวัสดิการ คือ ธรรมาภิบาลประชาธิปไตย" (บ้านเมืองเรื่องจริง)
การยอมรับในแบบจำลองของธรรมาภิบาล ดูจะทำให้แนวการศึกษา การบริหารรัฐวิสาหกิจแบบดั้งเดิมที่ให้ความสนใจกัน แต่ในเรื่องแนวคิดของประธานาธิบดีวิลสัน วู้ดไรว์ วิลสัน ผู้จุดประกายแนวคิดการแบ่งแยกการเมืองและการจัดการ, เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ ผู้นำการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (scientific management) มาใช้ในวงการธุรกิจอุตสาหกรรม จนทำให้การจัดการแบบนี้เป็นที่ยอมรับกันมาจนปัจจุบันนี้ และแม็กซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ผู้คิดแนวคิดระบบราชการ (bureaucracy) โดยเฉพาะเรื่องของการควบคุมบังคับบัญชาตามสายลำดับชั้น ที่นำมาใช้ในแวดวงของข้าราชการและบริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ทางธุรกิจ ที่ยังถกเถียงกัน อยู่ไม่รู้จบในปัจจุบันอีกเช่นกันต้องถูกถามหาความหมายหรือความเป็นไปได้ต่อไปในการนำมาใช้บริหารรัฐกิจ

ช่วงที่ถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองของแนวคิดการบริหารรัฐกิจแบบดั้งเดิมต้องถือว่าอยู่ในหลายทศวรรษที่เกิดแนวคิดมาตั้งแต่วู้ดไรว์ วิลสัน จนมาถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า 25 ปี แห่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมอย่างเต็มที่ และอุดมการณ์ของความคลั่งไคล้เทคโนโลยี (the ideology of technocracy) พร้อมกับการแพร่หลายความนิยมการบริหารรัฐกิจตามแนวคิดประชาธิปไตยหรือแม้แต่ทางวัฒนธรรมและทางการเมืองผ่านการดำเนินการเลือกตั้งลงคะแนนเสียง จึงทำให้เรียกช่วงเวลาดังกล่าวนี้ได้เต็มปากเต็มคำว่า "เป็นศตวรรษแห่งความเป็นอเมริกัน" นักคิดนักปรัชญาทั้งหลายก็พยายามให้ความหมายว่าเป็นยุคสมัยของ "ความเป็นความทันสมัยนิยมอย่างสูง"(high modernism) แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ความรุ่งเรืองดังกล่าวต้องมาจบสิ้นความเป็นทันสมัยนิยมแบบอเมริกันเมื่อสงครามเวียดนามเกิดขึ้น ซึ่งถือเอาว่าสงครามเวียดนามเป็นการท้าทาย ความทันสมัยนิยมแบบอเมริกันอย่างมากโดยเฉพาะการบริหารรัฐกิจและทางการเมืองแบบประชาธิปไตยตามแนวทางอเมริกัน

ถึงแม้ยุคสมัยของแนวคิดการบริหารรัฐแบบดั้งเดิมหรือยุคสมัยของความทันสมัยนิยมแบบอเมริกันดูท่าว่าจะสิ้นสุดลง แต่ "จิตวิญญาI" แบบดั้งเดิมก็ยังมีครอบคลุมอยู่ในการศึกษาทางบริหารรัฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งสอดแทรกอยู่ตามทฤษฎีของแนวคิดการจัดการและการสร้างนโยบายที่ไม่เพียงการประเมินความสามารถที่นำมาใช้ในระบบราชการซึ่งถูกนักการเมืองควบคุมก็จะก่อให้เกิด

"วิกฤติแห่งความชอบธรรม" ที่นำไปสู่การปฏิรูปการให้บริการของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม จากข้อบกพร่องคล้ายกับจะเป็น "โรค" (malady) ของการบริหารรัฐกิจแบบประชาธิปไตยแบบวงแหวน ก็ทำให้เกิดทางเลือกของความเป็นชุมชนนิยมที่มีความเป็นไปได้สูงของการจะนำแนวคิดนี้มาแทนที่การบริหารรัฐกิจแบบดั้งเดิม เหตุผลที่ดีสำหรับความเป็นชุมชนนิยมนั้นเป็นการสร้างโลกทัศน์ทางการเมืองแบบกระบวนการผสมผสาน สมมุติฐานเกี่ยวกับความจริง (ontology)

บ่อเกิดของความรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ (epistemology) จักรวาลวิทยาแห่งความรู้ (cosmology) ที่อาศัยรากฐานทางยุคโบราณ ยุคกลาง และยุคความคิดแบบหลังความทันสมัยหรือ

นวยุค ต่อไปในงานเขียนนี้จะใช้คำว่า หลังนวยุค

ถ้าจะพิจารณากันให้ถ่องแท้แล้ว แนวคิดของความเป็นชุมชนนิยมเอง ก็ยังถือว่าอุดมคติอยู่เหมือนกัน ประเด็นปัญหาจึงอยู่ที่ว่า การให้ชุมชนตัดสินใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของเขาเองได้นั้น มีความจำเป็นของการต้องทำความเข้าใจกับการวางเป้าหมายในการใช้ความรู้ของชุมชนหรือภูมิปัญญาชุมชนในการตัดสินใจ แต่ก็อาจยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการแก้ปัญหาของชุมชนได้จากการอาจมีการสร้าง "จิตสำนึกผิดพลาดได้" (false conscionsness)

 การมองปัญหาแบบหลังนวยุค

พวกนักคิดแบบหลังนวยุค มีการพัฒนาศัพท์ทางภาษาที่คิดว่าดีที่สุดเพื่อทำความเข้าใจแง่มุมของชีวิตสาธารณะเพราะนักคิดหลังนวยุคนั้นมักให้ความหมายทางนิยามแนวคิดเชิงทฤษฎีไว้ว่า การบริหารรัฐกิจแบบดั้งเดิมจะมีปัญหาเรื้อรังบางประการของจิตสำนึกแห่งความตระหนักของสาธารณะหรือประชาชนทั่วไปที่ส่งผลเสียต่อโครงสร้างทางการเมืองที่เปรียบเหมือนร่างกายของมนุษย์ แต่เป็นร่างกายทางการเมืองที่ก็ต้องรักษาสุขภาพไว้เหมือนร่างกายมนุษย์เช่นกัน

นักคิดแบบหลังนวยุคยืนยันให้เห็นว่าภาษาติดดินแบบชาวบ้าน (the mundane language) ของนักคิดอ้างความทันสมัยใช้ไม่ได้นักต้องมาพิจารณาถึงแนวโน้มต่างๆ ทางวัฒนธรรมและสังคมขนาดใหญ่ประกอบ จึงต้องนำมาพิจารณาร่วมกันภายใต้แนวคิดของหลังนวยุคนิยม

เหตุนี้การนำคำว่า "สวัสดิการ" (welfare) มาใช้ในการบริหารของรัฐบาลนั้นต้องคำนึงให้สู่หนทาง สวัสดิการแบบธรรมาภิบาลประชาธิปไตย และระวังอย่าให้คำว่า "สวัสดิการ" เป็นสวัสดิกะ" กระเดียด ละม้าย ใกล้เคียง เอนเอียง เข้าไปใกล้ สวัสดิกะ เด็ดขาด เช่นนั้นคงได้ฮา.....และ.....วันเวลา..... คงมาถึงแน่

ผศ.ดร.อิทธิวัฒน์(ชวนะ) มหิทธิชาติกุล - ภวกานันท์
http://www.blogger.com  วันที่24 มกราคม 54

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น