สองมาตรฐานการเมืองไทย

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

พาราไดม์

พาราไดม์ที่ 1 :  การแยกการบริหารกับการเมืองออกจากกันเป็นสองส่วน

            เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาวิชาบริหารรัฐกิจ  เป็นแนวความคิดแยกการบริหารกับการเมืองออกจากกันเป็นสองส่วน  เป็นแนวคิดของนักรัฐศาสตร์
                Wilson   เป็นต้นกำเนิดแนวคิด การแยกการบริหารกับการเมืองออกจากกันเป็นสองส่วน
Goodnow  กล่าวว่า  รัฐบาลมีหน้าที่แตกต่างกัน 2 ประการ 
                        -  การเมือง    เป็นเรื่องของการกำหนดนโยบาย  การแสดงออกซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐ
                        -  การบริหาร   นำนโยบายต่าง ๆ เหล่านั้นไปปฏิบัติ
            Leonard D. White  ชี้ให้เห็นว่า  การเมืองไม่ควรจะเข้ามาแทรกแซงการบริหาร
                การศึกษาเรื่องการบริหารรัฐกิจควรจะเป็นการศึกษาในแบบวิทยาศาสตร์  ศึกษาจาก  ความจริง  ปลอดจาก  ค่านิยม  ส่วนการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดนโยบายสาธารณะและปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  เป็นเรื่องของนักรัฐศาสตร์  การบริหารรัฐกิจถือเป็นสาขาหนึ่งของวิชารัฐศาสตร์
พาราไดม์ที่ 2 :  หลักการบริหาร
                มองว่าการบริหารรัฐกิจเป็นเรื่องของหลักต่าง ๆ ของการบริหารที่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์   หน้าที่ของการบริหารคือ  ประหยัด  และ  ประสิทธิภาพ  แนวความคิดนี้มุ่งศึกษาก็คือ  ความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของการบริหาร
                Gulick  ได้เสนอหลักการบริหาร   POSDCORB
                Taylor  แสงหาวิธีการทำงานที่ดีที่สุด one best way ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและมีปริมาณสูงสุด  โดยใช้ปัจจัยการผลิตน้อยที่สุด   (เน้นเงิน  เน้นงาน)
ต่อมาพาราไดม์นี้ได้รับการโจมตีจากนักวิชาการสมัยต่อมาว่า  การเมืองไม่สามารถแยกออกจากกันได้  และหลักการบริหารไม่สอดคล้องตามหลักของเหตุผล  ไม่สามารถใช้ได้ในทางปฏิบัติ  เป็นแค่ภาษิตการบริหารเท่านั้น
พาราไดม์ที่ 3 :  การบริหารรัฐกิจคือรัฐศาสตร์
การบริหารเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง    เกิดขึ้นจากการโต้แย้งพาราไดม์ที่ 1 กับ 2 
             -  การบริหารไม่สามารถแยกออกจากการเมืองได้การบริหารต้องศึกษาไปพร้อมกับการเมือง
             -  หลักต่าง ๆ ของการบริหารมีข้อขัดแย้งกันเสมอ จึงไม่ใช่หลักการ
ช่วงพาราไดม์ที่ 3 พยายามเชื่อมโยงความคิดระหว่างวิชาการบริหารรัฐกิจกับรัฐศาสตร์ขึ้นใหม่  แต่ผลที่เกิดกลับกลายเป็นทำให้ความเป็นสาขาวิชาห่างไกลกันออกไป
มีการละเลยการบริหาร ทำให้บทความทางการบริหารน้อยลง  ให้ส่งผลนักวิชาการรัฐกิจบางกลุ่มไม่พอใจ/น้อยใจในสถานภาพแบบนั้น รู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสองในคณะรัฐศาสตร์ ทำให้เกิดพาราไดม์ที่ 4
Elton Mayo --  Human  Relation  (พฤติกรรมกลุ่ม)  
Maslow  --  ลำดับขั้นความต้องการ
McGregor  --  ทฤษฎี  X  Y
Herberg  --  ทฤษฎีสองปัจจัย
พาราไดม์ที่ 4 :  การบริหารรัฐกิจคือวิทยาการบริหาร
เป็นการศึกษา  2 ส่วน คือ
-  ทฤษฎีองค์การ   ศึกษาเกี่ยวกับองค์การ, คน  เพื่อที่จะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมองค์การได้ดีขึ้น
-  วิทยาการจัดการ   ศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคเชิงปริมาณ  คณิตศาสตร์  คอมพิวเตอร์  มาใช้ในการบริหารให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น  และเพื่อที่จะใช้วัดประสิทธิผลของการดำเนินงานได้อย่างถูกต้อง
จุดอ่อนของพาราไดม์ที่ 4  นักวิชาการมองว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของการบริหารรัฐกิจ เพราะเป็นการบริหารทั่วไปที่ใช้ได้ทั้งการบริหารรัฐกิจและธุรกิจ ในความเป็นจริงการบริหารรัฐกิจจะมีธรรมชาติที่แตกต่างอย่างสำคัญจากธุรกิจ เพราะฉะนั้นเกณฑ์การประเมินจะแตกต่างกัน เนื่องจากการบริหารรัฐกิจมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของประชาชน เป็นการเมืองสูง มีกฎระเบียบมาก เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบาย ในขณะที่ธุรกิจมุ่งเน้นกำไร
Herbert  Simon             เสนอแนวคิดของการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลภายใต้กรอบจำกัด (Bounded
            Rationality)
Barnard       การบังคับบัญชาเป็นสิ่งที่สำคัญ  แต่อำนาจหน้าที่ที่แท้จริง  ขึ้นอยู่กับการยินยอมของผู้รับคำสั่งจะยอมรับคำสั่งนั้น ๆ
พาราไดม์ที่ 5 :  การบริหารรัฐกิจคือการบริหารรัฐกิจ

          นำเอาความรู้ในวิชาการต่าง ๆ มาปรับใช้ร่วมกัน   ในการบริหารงานของรัฐ เรียกว่า สหวิทยาการ   มาใช้แก้ปัญหาของสังคม  ความสัมพันธ์ทางการบริหารระหว่างรัฐกับเอกชน    เป็นเขตแดนร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีและสังคม  สนใจมากขึ้นในเรื่องของนโยบาย  เศรษฐศาสตร์การเมือง  กระบวนการกำหนดและวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ  การวัดผลของนโยบาย

อ้างอิงวันที่ 24 มกราคม 54, saksarit smerwong:มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น