พาราไดม์ที่ 1 : การแยกการบริหารกับการเมืองออกจากกันเป็นสองส่วน
เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาวิชาบริหารรัฐกิจ เป็นแนวความคิดแยกการบริหารกับการเมืองออกจากกันเป็นสองส่วน เป็นแนวคิดของนักรัฐศาสตร์
Goodnow กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่แตกต่างกัน 2 ประการ
- การเมือง เป็นเรื่องของการกำหนดนโยบาย การแสดงออกซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐ
- การบริหาร นำนโยบายต่าง ๆ เหล่านั้นไปปฏิบัติ
Leonard D. White ชี้ให้เห็นว่า การเมืองไม่ควรจะเข้ามาแทรกแซงการบริหาร
การศึกษาเรื่องการบริหารรัฐกิจควรจะเป็นการศึกษาในแบบวิทยาศาสตร์ ศึกษาจาก “ความจริง” ปลอดจาก “ค่านิยม” ส่วนการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดนโยบายสาธารณะและปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของนักรัฐศาสตร์ การบริหารรัฐกิจถือเป็นสาขาหนึ่งของวิชารัฐศาสตร์
พาราไดม์ที่ 2 : หลักการบริหาร
มองว่าการบริหารรัฐกิจเป็นเรื่องของหลักต่าง ๆ ของการบริหารที่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ หน้าที่ของการบริหารคือ ประหยัด และ ประสิทธิภาพ แนวความคิดนี้มุ่งศึกษาก็คือ “ความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของการบริหาร”
Gulick ได้เสนอหลักการบริหาร POSDCORB
ต่อมาพาราไดม์นี้ได้รับการโจมตีจากนักวิชาการสมัยต่อมาว่า การเมืองไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และหลักการบริหารไม่สอดคล้องตามหลักของเหตุผล ไม่สามารถใช้ได้ในทางปฏิบัติ เป็นแค่ภาษิตการบริหารเท่านั้น
พาราไดม์ที่ 3 : การบริหารรัฐกิจคือรัฐศาสตร์
การบริหารเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง เกิดขึ้นจากการโต้แย้งพาราไดม์ที่ 1 กับ 2
- การบริหารไม่สามารถแยกออกจากการเมืองได้การบริหารต้องศึกษาไปพร้อมกับการเมือง
- หลักต่าง ๆ ของการบริหารมีข้อขัดแย้งกันเสมอ จึงไม่ใช่หลักการ
ช่วงพาราไดม์ที่ 3 พยายามเชื่อมโยงความคิดระหว่างวิชาการบริหารรัฐกิจกับรัฐศาสตร์ขึ้นใหม่ แต่ผลที่เกิดกลับกลายเป็นทำให้ความเป็นสาขาวิชาห่างไกลกันออกไป
มีการละเลยการบริหาร ทำให้บทความทางการบริหารน้อยลง ให้ส่งผลนักวิชาการรัฐกิจบางกลุ่มไม่พอใจ/น้อยใจในสถานภาพแบบนั้น รู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสองในคณะรัฐศาสตร์ ทำให้เกิดพาราไดม์ที่ 4
Elton Mayo -- Human Relation (พฤติกรรมกลุ่ม)
Maslow -- ลำดับขั้นความต้องการ
McGregor -- ทฤษฎี X Y
Herberg -- ทฤษฎีสองปัจจัย
พาราไดม์ที่ 4 : การบริหารรัฐกิจคือวิทยาการบริหาร
เป็นการศึกษา 2 ส่วน คือ
- ทฤษฎีองค์การ ศึกษาเกี่ยวกับองค์การ, คน เพื่อที่จะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมองค์การได้ดีขึ้น
- วิทยาการจัดการ ศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคเชิงปริมาณ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ มาใช้ในการบริหารให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และเพื่อที่จะใช้วัดประสิทธิผลของการดำเนินงานได้อย่างถูกต้อง
จุดอ่อนของพาราไดม์ที่ 4 นักวิชาการมองว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของการบริหารรัฐกิจ เพราะเป็นการบริหารทั่วไปที่ใช้ได้ทั้งการบริหารรัฐกิจและธุรกิจ ในความเป็นจริงการบริหารรัฐกิจจะมีธรรมชาติที่แตกต่างอย่างสำคัญจากธุรกิจ เพราะฉะนั้นเกณฑ์การประเมินจะแตกต่างกัน เนื่องจากการบริหารรัฐกิจมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของประชาชน เป็นการเมืองสูง มีกฎระเบียบมาก เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบาย ในขณะที่ธุรกิจมุ่งเน้นกำไร
Herbert Simon เสนอแนวคิดของการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลภายใต้กรอบจำกัด (Bounded
Rationality)
Barnard การบังคับบัญชาเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่อำนาจหน้าที่ที่แท้จริง ขึ้นอยู่กับการยินยอมของผู้รับคำสั่งจะยอมรับคำสั่งนั้น ๆ
พาราไดม์ที่ 5 : การบริหารรัฐกิจคือการบริหารรัฐกิจ
นำเอาความรู้ในวิชาการต่าง ๆ มาปรับใช้ร่วมกัน ในการบริหารงานของรัฐ เรียกว่า สหวิทยาการ มาใช้แก้ปัญหาของสังคม ความสัมพันธ์ทางการบริหารระหว่างรัฐกับเอกชน เป็นเขตแดนร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีและสังคม สนใจมากขึ้นในเรื่องของนโยบาย เศรษฐศาสตร์การเมือง กระบวนการกำหนดและวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ การวัดผลของนโยบาย
อ้างอิงวันที่ 24 มกราคม 54, saksarit smerwong:มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น