สองมาตรฐานการเมืองไทย

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

รัฐประศาสนศาสตร์ : ตัวตนอันไร้ตัวตน

 รัฐประศาสนศาสตร์ : ตัวตนอันไร้ตัวตน
           การแสวงหาอัตลักษณ์อันแท้จริงของความเป็นศาสตร์ยังคงเกิดขึ้นเสมอในหลายสาขาวิชา รัฐประศาสนศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่พยายามตอบคำถามให้ได้ว่า แก่นทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์คืออะไร
เมื่อพิจารณาถึงนิยามของคำว่า ศาสตร์ แล้ว วิรัช วิรัชนิภาวรรณ (2549: 79) ได้สรุปให้เข้าใจพอสังเขปว่า ศาสตร์” มาจากคำว่า “science” ซึ่งมิใช่หมายความว่า วิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังหมายถึง วิชาความรู้ หรือความรู้ที่เป็นระบบที่มีรากฐานมาจากการสังเกต ศึกษา ค้นคว้า และทดลอง ตรงกันข้ามกับ สัญชาติญาณ หรือการรู้โดยความรู้สึกนึกคิด หรือการรู้โดยความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองในใจ (intuition) คำว่า ศาสตร์ จึงแบ่งเป็น 2 แขนงใหญ่ ๆ (branch) คือ สังคมศาสตร์ (social science) และศาสตร์ธรรมชาติ (natural science)
ด้วยเหตุนี้จึงต้องยอมรับในเบื้องต้นได้ว่า รัฐประศาสนศาสตร์ย่อมไม่อาจจัดเป็นศาสตร์ธรรมชาติได้อย่างแน่แท้ เนื่องจากองค์ความรู้ด้านนี้ขาดความแน่นอนตายตัว โต้แย้งได้โดยง่าย และยากต่อการสัมผัสพิสูจน์ด้วยอายตนะทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และการสัมผัสจับต้องได้เหมือนการทดลองในทางวิทยาศาสตร์ และรวมไปถึงการขาดหลักกฎเกณฑ์อันตายตัวในทุกสถานการณ์อีกด้วย จึงย่อมนำไปสู่การกล่าวถึงประเด็นว่า อัตลักษณ์ที่ถือเป็นเนื้อแท้ของแก่นความคิดของรัฐประศาสนศาสตร์คือสิ่งใดกัน เพราะเป็นคำถามที่เกิดขึ้นตามมาเพื่อใช้เป็นรากฐานอธิบายว่า รัฐประศาสนศาสตร์ยังคงมีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์ทางสังคม (social science) อยู่เช่นเดียวกับสาขาวิชาอื่นๆ  
เมื่อค้นหาแนวคิดทฤษฎีทั้งในปัจจุบันและย้อนกลับไปอดีตผ่านตำราทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ของพิทยา  บวรวัฒนา ทั้ง 2 เล่ม ได้แก่ รัฐประศาสนศาสตร์ ทฤษฎีและแนวการศึกษา ค.ศ.1887 - 1970 และ ค.ศ.1970 - 1980 แล้วย่อมพบว่าการจัดแบ่งกระบวนทัศน์ หรือที่นิยมเรียกกันว่า พาราไดม์ (paradigm)” ยังคงเป็นปัญหามาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะไม่อาจชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนได้ว่า กระบวนทัศน์ของนักคิด และปราชญ์ทางการบริหารรัฐกิจท่านใดมีความถูกต้องมากที่สุด ตัวอย่างเช่น Nicholas Henri พยายามแยกให้เห็นว่า กระบวนทัศน์ที่เป็นแนวทางในการศึกษามีอยู่ 5 ลักษณะ ได้แก่ การบริหารแยกออกจากการเมือง การยึดหลักการบริหาร การเป็นรัฐศาสตร์ การเป็นศาสตร์การบริหาร และการเป็นตัวของตัวเองแบบรัฐประศาสนศาสตร์ (ที่เป็นสหวิชา เน้นเรื่องค่านิยมและสิ่งที่ควรจะเป็น) ส่วน Robert T. Golembiewski กลับแบ่งกระบวนทัศน์ของรัฐประศาสนศาสตร์ว่ามีอยู่เพียง 4 ลักษณะ ได้แก่ ได้แก่ กรอบการบริหารแยกออกจากการเมือง กรอบการศึกษาภายใต้หลักมนุษยนิยม กรอบการศึกษาแบบจิตวิทยาสังคม และกรอบแนวการศึกษาแบบรัฐประศาสนศาสตร์เองที่มีแนวโน้มมาทางด้านนโยบายสาธารณะมากขึ้น  ส่วนพิทยา  บวรวัฒนา (2550: 4-5) ก็พยายามชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาแบ่งแยกกระบวนทัศน์ดังกล่าวยังมีความคลุมเครืออยู่บางประการ จึงจำแนกออกเป็น 4 กระบวนทัศน์ใหญ่ๆ กล่าวคือ สมัยทฤษฎีดั้งเดิม ที่มีลักษณะสำคัญได้แก่ มีแนวคิดเชิงทฤษฎีที่ยอมรับถึง หลักการบริหารแยกออกจากการเมือง หลักระบบราชการ หลักวิทยาศาสตร์การจัดการ และหลักการบริหาร  ต่อมาเป็นสมัยทฤษฎีท้าทาย หรือวิกฤติการณ์ด้านเอกลักษณ์ครั้งแรก ได้แก่ หลักการบริหารคือการเมือง หลักระบบราชการแบบไม่เป็นทางการ หลักมนุษยสัมพันธ์ และศาสตร์การบริหาร ส่วนในระยะที่สามนั้น เป็นสมัยวิกฤติการณ์ด้านเอกลักษณ์ครั้งที่สอง ซึ่งยึดโยงแนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่  และในแนวคิดเชิงทฤษฎีในยุคปัจจุบันก็คือรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ ภายใต้กรอบนโยบายสาธารณะ ทางเลือกสาธารณะ เศรษฐศาสตร์การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน การจัดการแบบประหยัด ชีวิตองค์การ การออกแบบองค์การสมัยใหม่ และการวิจัยเรื่ององค์การ
จากตัวอย่างข้างต้นย่อมบ่งชี้ให้เห็นว่า การจัดแบ่งพาราไดม์ของสาขาวิชานี้ยังขาดความเป็นเอกภาพที่สะท้อนถึงภาพความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน หรือขาดหลักการอันแท้จริงที่อ้างอิงได้ว่าทฤษฎีหลัก (grand theory) ของรัฐประศาสนศาสตร์คือสิ่งใดกันแน่
ปัญหาในลักษณะเช่นที่กล่าวมาจึงย่อมสอดรับการอยู่ภายใต้ร่มเงาของสังคมศาสตร์อย่างเที่ยงแท้ และเมื่อพิจารณาต่อไปถึงแนวคิด ทฤษฎี ของสาขาวิชานี้กลับปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดมากขึ้นในยุคปัจจุบันว่า การยืนหยัดอยู่ได้ของความเป็นศาสตร์ของรัฐประศาสนศาสตร์ก็คือ การเป็นสหวิชาการ (multi discipline of knowledge) ที่พยายามรวบรวมเอาแนวคิดต่างๆ ที่กล่าวถึง หลักการบริหารและจัดการรัฐในหลากหลายมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเข้ามาผนวกรวมอยู่ในความเป็นรัฐประศาสนศาสตร์ ดังที่พบว่าทางออกหนึ่งที่ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาอัตลักษณ์ของสาขาวิชานี้ก็คือ การผสานเอากรอบการศึกษาเชิงนโยบายสาธารณะมาเป็นพื้นของการศึกษาทำความเข้าใจการบริหารจัดการภาครัฐ เพราะประเด็นความเป็น สาธารณะ ที่ยึดโยงกับด้านนโยบายย่อมเกี่ยวพันกับทุกภาคส่วนของสังคมอันมีนัยว่าเป็นกิจกรรมอันหลากหลายของรัฐ ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้มากมายหลายมิติมาเป็นฐานการวิเคราะห์และอธิบายปรากฏการณ์ได้อย่างครอบคลุม       
วันที่24 มกราคม 54
พิทยา  บวรวัฒนา. 2536. รัฐประศาสนศาสตร์ รวมผลงานของนักวิชาการไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น