สองมาตรฐานการเมืองไทย

วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

รัฐประศาสนศาสตร์ : ตัวตนอันไร้ตัวตน

 รัฐประศาสนศาสตร์ : ตัวตนอันไร้ตัวตน
           การแสวงหาอัตลักษณ์อันแท้จริงของความเป็นศาสตร์ยังคงเกิดขึ้นเสมอในหลายสาขาวิชา รัฐประศาสนศาสตร์ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่พยายามตอบคำถามให้ได้ว่า แก่นทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์คืออะไร
เมื่อพิจารณาถึงนิยามของคำว่า ศาสตร์ แล้ว วิรัช วิรัชนิภาวรรณ (2549: 79) ได้สรุปให้เข้าใจพอสังเขปว่า ศาสตร์” มาจากคำว่า “science” ซึ่งมิใช่หมายความว่า วิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังหมายถึง วิชาความรู้ หรือความรู้ที่เป็นระบบที่มีรากฐานมาจากการสังเกต ศึกษา ค้นคว้า และทดลอง ตรงกันข้ามกับ สัญชาติญาณ หรือการรู้โดยความรู้สึกนึกคิด หรือการรู้โดยความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองในใจ (intuition) คำว่า ศาสตร์ จึงแบ่งเป็น 2 แขนงใหญ่ ๆ (branch) คือ สังคมศาสตร์ (social science) และศาสตร์ธรรมชาติ (natural science)
ด้วยเหตุนี้จึงต้องยอมรับในเบื้องต้นได้ว่า รัฐประศาสนศาสตร์ย่อมไม่อาจจัดเป็นศาสตร์ธรรมชาติได้อย่างแน่แท้ เนื่องจากองค์ความรู้ด้านนี้ขาดความแน่นอนตายตัว โต้แย้งได้โดยง่าย และยากต่อการสัมผัสพิสูจน์ด้วยอายตนะทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และการสัมผัสจับต้องได้เหมือนการทดลองในทางวิทยาศาสตร์ และรวมไปถึงการขาดหลักกฎเกณฑ์อันตายตัวในทุกสถานการณ์อีกด้วย จึงย่อมนำไปสู่การกล่าวถึงประเด็นว่า อัตลักษณ์ที่ถือเป็นเนื้อแท้ของแก่นความคิดของรัฐประศาสนศาสตร์คือสิ่งใดกัน เพราะเป็นคำถามที่เกิดขึ้นตามมาเพื่อใช้เป็นรากฐานอธิบายว่า รัฐประศาสนศาสตร์ยังคงมีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของศาสตร์ทางสังคม (social science) อยู่เช่นเดียวกับสาขาวิชาอื่นๆ  
เมื่อค้นหาแนวคิดทฤษฎีทั้งในปัจจุบันและย้อนกลับไปอดีตผ่านตำราทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์ของพิทยา  บวรวัฒนา ทั้ง 2 เล่ม ได้แก่ รัฐประศาสนศาสตร์ ทฤษฎีและแนวการศึกษา ค.ศ.1887 - 1970 และ ค.ศ.1970 - 1980 แล้วย่อมพบว่าการจัดแบ่งกระบวนทัศน์ หรือที่นิยมเรียกกันว่า พาราไดม์ (paradigm)” ยังคงเป็นปัญหามาตั้งแต่เริ่มต้น เพราะไม่อาจชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนได้ว่า กระบวนทัศน์ของนักคิด และปราชญ์ทางการบริหารรัฐกิจท่านใดมีความถูกต้องมากที่สุด ตัวอย่างเช่น Nicholas Henri พยายามแยกให้เห็นว่า กระบวนทัศน์ที่เป็นแนวทางในการศึกษามีอยู่ 5 ลักษณะ ได้แก่ การบริหารแยกออกจากการเมือง การยึดหลักการบริหาร การเป็นรัฐศาสตร์ การเป็นศาสตร์การบริหาร และการเป็นตัวของตัวเองแบบรัฐประศาสนศาสตร์ (ที่เป็นสหวิชา เน้นเรื่องค่านิยมและสิ่งที่ควรจะเป็น) ส่วน Robert T. Golembiewski กลับแบ่งกระบวนทัศน์ของรัฐประศาสนศาสตร์ว่ามีอยู่เพียง 4 ลักษณะ ได้แก่ ได้แก่ กรอบการบริหารแยกออกจากการเมือง กรอบการศึกษาภายใต้หลักมนุษยนิยม กรอบการศึกษาแบบจิตวิทยาสังคม และกรอบแนวการศึกษาแบบรัฐประศาสนศาสตร์เองที่มีแนวโน้มมาทางด้านนโยบายสาธารณะมากขึ้น  ส่วนพิทยา  บวรวัฒนา (2550: 4-5) ก็พยายามชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาแบ่งแยกกระบวนทัศน์ดังกล่าวยังมีความคลุมเครืออยู่บางประการ จึงจำแนกออกเป็น 4 กระบวนทัศน์ใหญ่ๆ กล่าวคือ สมัยทฤษฎีดั้งเดิม ที่มีลักษณะสำคัญได้แก่ มีแนวคิดเชิงทฤษฎีที่ยอมรับถึง หลักการบริหารแยกออกจากการเมือง หลักระบบราชการ หลักวิทยาศาสตร์การจัดการ และหลักการบริหาร  ต่อมาเป็นสมัยทฤษฎีท้าทาย หรือวิกฤติการณ์ด้านเอกลักษณ์ครั้งแรก ได้แก่ หลักการบริหารคือการเมือง หลักระบบราชการแบบไม่เป็นทางการ หลักมนุษยสัมพันธ์ และศาสตร์การบริหาร ส่วนในระยะที่สามนั้น เป็นสมัยวิกฤติการณ์ด้านเอกลักษณ์ครั้งที่สอง ซึ่งยึดโยงแนวคิดทางพฤติกรรมศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ในความหมายใหม่  และในแนวคิดเชิงทฤษฎีในยุคปัจจุบันก็คือรัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ ภายใต้กรอบนโยบายสาธารณะ ทางเลือกสาธารณะ เศรษฐศาสตร์การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน การจัดการแบบประหยัด ชีวิตองค์การ การออกแบบองค์การสมัยใหม่ และการวิจัยเรื่ององค์การ
จากตัวอย่างข้างต้นย่อมบ่งชี้ให้เห็นว่า การจัดแบ่งพาราไดม์ของสาขาวิชานี้ยังขาดความเป็นเอกภาพที่สะท้อนถึงภาพความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน หรือขาดหลักการอันแท้จริงที่อ้างอิงได้ว่าทฤษฎีหลัก (grand theory) ของรัฐประศาสนศาสตร์คือสิ่งใดกันแน่
ปัญหาในลักษณะเช่นที่กล่าวมาจึงย่อมสอดรับการอยู่ภายใต้ร่มเงาของสังคมศาสตร์อย่างเที่ยงแท้ และเมื่อพิจารณาต่อไปถึงแนวคิด ทฤษฎี ของสาขาวิชานี้กลับปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดมากขึ้นในยุคปัจจุบันว่า การยืนหยัดอยู่ได้ของความเป็นศาสตร์ของรัฐประศาสนศาสตร์ก็คือ การเป็นสหวิชาการ (multi discipline of knowledge) ที่พยายามรวบรวมเอาแนวคิดต่างๆ ที่กล่าวถึง หลักการบริหารและจัดการรัฐในหลากหลายมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเข้ามาผนวกรวมอยู่ในความเป็นรัฐประศาสนศาสตร์ ดังที่พบว่าทางออกหนึ่งที่ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาอัตลักษณ์ของสาขาวิชานี้ก็คือ การผสานเอากรอบการศึกษาเชิงนโยบายสาธารณะมาเป็นพื้นของการศึกษาทำความเข้าใจการบริหารจัดการภาครัฐ เพราะประเด็นความเป็น สาธารณะ ที่ยึดโยงกับด้านนโยบายย่อมเกี่ยวพันกับทุกภาคส่วนของสังคมอันมีนัยว่าเป็นกิจกรรมอันหลากหลายของรัฐ ซึ่งต้องอาศัยองค์ความรู้มากมายหลายมิติมาเป็นฐานการวิเคราะห์และอธิบายปรากฏการณ์ได้อย่างครอบคลุม       
วันที่24 มกราคม 54
พิทยา  บวรวัฒนา. 2536. รัฐประศาสนศาสตร์ รวมผลงานของนักวิชาการไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

บริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์คืออะไรจบมาทำงานอะไร

             บริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์คืออะไรจบมาทำงานอะไร
 บริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ ตรงกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Public Administration” ซึ่งเป็นสาขาวิชาหนึ่งในคณะรัฐศาสตร์ หรือ สังคมศาสตร์ของทุกสถาบัน เช่น คณะรัฐศาสตร์ สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ สาขาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะรัฐศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่แล้วบริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานภาครัฐ หรือ ระบบราชการนั่นเอง รวมทั้งองค์กรของรัฐ เช่น รัฐวิสาหกิจ และองค์กรมหาชนต่างๆ โดยส่วนใหญ่มักเน้นเรื่องกรอบแนวความคิดด้านการบริหารองค์การและการจัดการ (Organization & Management) การบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Management) การบริหารงานคลังและงบประมาณ (Fiscal Administration & Budgeting) การบัญชีรัฐบาล (Government Accounting) การวางแผนบริหาร (Administrative Planning) กฎหมายมหาชน (Public Laws) ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารงานภาครัฐ (Public Information System) นโยบายสาธารณะ (Public Policy) การบริหารงานตำรวจ (Police Administration)  และจิตวิทยาองค์การ (Organizational Psychology)

                คุณสมบัติของผู้สนใจที่จะศึกษาต่อสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ 

                1. ควรมีพื้นฐานความรู้และชอบศึกษาในกลุ่มสาระฯ วิชาสังคมศึกษา โดยเฉพาะสาระการเรียนรู้ด้านหน้าที่พลเมือง และกฎหมาย หรือ ความรู้ทั่วไปทางรัฐศาสตร์ นั่นเอง
                2. สนใจและติดตามข่าวสารบ้านเมืองโดยเฉพาะข่าวการเมือง ข่าวเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ข่าวเศรษฐกิจการเมือง และนโยบายของรัฐบาล โดยสามารถวิเคราะห์วิจารณ์เหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ เหล่านั้นได้อย่างเป็นระบบและมีเหตุผล
                3. ชอบและสนใจวิชาด้านการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ (Bureaucracy) เพื่อการพัฒนาประเทศ (Development Administration) โดยเฉพาะองค์กรที่มิได้มุ่งแสวงหากำไร (Non-Profit Organization) แต่อย่างไรก็ตาม ผู้สำเร็จการศึกษาสาขาวิชานี้สามารถนำความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือด้านการบริหารไปปรับใช้ในองค์กรธุรกิจที่แสวงหากำไรได้เช่นกัน
                4. ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้สหวิทยาการ เนื่องจากสาขาวิชานี้เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสาขาวิชาอื่นๆ มากมาย เช่น เศรษฐศาสตร์การเงิน-การคลัง การบัญชี การบริหารและการจัดการ กฎหมายปกครอง การพัฒนาสังคม การสื่อสารองค์กร จิตวิทยา และรัฐศาสตร์สาขาอื่นๆ
                5. ควรมีความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สถิติ และภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ดี
                6. ต้องมีอุดมการณ์ที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของสาธารณชน โดยไม่ใช้กลไกของระบบราชการมากอบโกยผลประโยชน์เข้าพวกพ้อง และเข้าใจดีถึงทฤษฎีการพัฒนาประเทศ ความเสมอภาค และความยุติธรรมทางสังคม
                แหล่งงานสำหรับบัณฑิตสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์
                1. แหล่งงานภาครัฐ บัณฑิตสาขาวิชานี้สามารถทำงานด้านบริหาร นโยบาย และแผนงานได้ทุกหน่วยราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม กอง เช่น ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป  เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน เจ้าหน้าที่ประสานงาน เจ้าหน้าที่บริหารงานบุคคล เลขานุการบริหาร นักวิชาการศึกษา ฯลฯ สำหรับผู้ที่มีความรู้ภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาต่างประเทศดีก็สามารถทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิเทศสัมพันธ์ หรือ นักการทูตได้ สำหรับในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และองค์กรมหาชนก็มีตำแหน่งคล้ายคลึงกับหน่วยงานราชการ
                2. แหล่งงานภาคเอกชน ตามที่ได้กล่าวแล้วว่า บัณฑิตสาขาวิชานี้ได้เรียนรู้ความรู้ และเครื่องมือทางการบริหารงานมากกว่าสาขาอื่นๆ ของวิชารัฐศาสตร์จึงทำให้บัณฑิตสามารถนำความรู้เทคนิคด้านการบริหารจัดการไปใช้ในการทำงานภาคเอกชนได้ดีในการบริหารงานทุกระดับของบริษัท โดยเฉพาะบัณฑิตที่มีความรู้การคำนวณ และภาษาดี ขอบข่ายงานก็ยิ่งจะกว้างขวางมากขึ้น เช่น นักวิเคราะห์โครงการ นักวิเคราะห์การลงทุน นักวิเคราะห์ระบบงาน นักบริหารองค์การระดับสูงที่สามารถวิเคราะห์การบริหารเศรษฐกิจมหภาคได้
                การศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา
                บัณฑิตสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ สามารถศึกษาต่อระดับปริญญาโท หรือ เอก ในกลุ่มสาขาสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ได้เกือบทุกสาขา เช่น บริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ปรัชญา ภาษาศาสตร์ จิตวิทยา นิเทศศาสตร์  ครุศาสตร์ และ รัฐศาสตร์ ทุกสาขาวิชาเอก เป็นต้น
                บุคคลที่มีชื่อเสียงและสำเร็จการศึกษาสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์ 
                พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี (รป.บ. (ตำรวจ)) กวาง (กมลชนก  เขมะโยธิน) อู๋ (ธนากร โปษยานนท์) พี่กี้ (อริสมันต์  พงษ์เรืองรอง) เม หรือ Mé (จีระนันท์ - - RS) สว. ระเบียบรัตน์  พงษ์พานิช  ดร.รุ่ง แก้วแดง (รมช.ศึกษาธิการ) คุณหญิงณฐนนท  ทวีสิน (ปลัดกรุงเทพมหานคร) นางจุฑามาศ  ศิริวรรณ (ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) และ ผู้ว่าราชการจังหวัดอีกมากมายทั่วประเทศ
                

การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ( การประยุกต์ทฤษฎีสู่การปฏิบัติ )


แนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐ
  



การบริหารจัดการภาครัฐเป็นศาสตร์ที่พัฒนามาจากทฤษฎีทางด้านรัฐศาสนศาสตร์ และการบริหารรัฐกิจ  ซึ่งมีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักคิดหลายท่านได้เสนอทัศนะเกี่ยวกับพัฒนาการของแนวคิดดังกล่าวโดยแบ่งตามลักษณะเค้าโครงความคิด หรือที่เรียกว่า พาราไดม์ ซึ่งพอจำแนกได้ดังนี้

1. การแยกการบริหารกับการเมืองออกจากกันเป็นสองส่วน ( ค.ศ 1900-1926 ) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาวิชาบริหารรัฐกิจ เป็นแนวความคิดของการแยกการบริหารกับการเมืองออกจากกันเป็นสองส่วน เป็นแนวความคิดของนักรัฐศาสตร์ โดย
Goodnow  ได้กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่แตกต่างกันอยู่ 2 ประการคือ การเมืองและการบริหาร กล่าวคือ การเมืองเป็นเรื่องของการกำหนดนโยบายหรือการแสดงออกซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐ ส่วนการบริหารเป็นการนำนโยบายต่างๆ เหล่านั้น ไปปฏิบัติ ส่วน Leonard D. White ได้ชี้ให้เห็นว่า การเมืองไม่ควรเข้ามาแทรกแซงการบริหาร การศึกษาเรื่องการบริหารรัฐกิจควรจะเป็นการศึกษาในแบบวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษาถึง ความจริง ปลอดจาก ค่านิยม ของผู้ที่ศึกษา หน้าที่ของการบริหารก็คือ ประหยัดและประสิทธิภาพ ส่วนการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดนโยบายสาธารณะและปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องถือเป็นเรื่องของนักรัฐศาสตร์ในระยะนี้ วิชาการบริหารรัฐกิจถือว่าเป็นสาขาหนึ่งของวิชารัฐศาสตร์

2. หลักของการบริหารจัดการ ( ค.ศ 1927-1937 ) เป็นช่วงที่ต่อจากแนวความคิดแรก โดยมองว่าวิชาการบริหารรัฐกิจเป็นเรื่องของหลักต่างๆ ของการบริหารที่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์แน่นอน สามารถค้นพบได้และนักบริหารสามารถที่จะนำเอาหลักต่างๆ เหล่านั้นไปประยุกต์ได้ ในแนวความคิดนี้มุ่งที่สิ่งหรือประเด็นที่ศึกษา ซึ้งก็คือความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ต่างๆ ของการบริหาร ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับสถาบันที่ศึกษา เพราะมองว่าการบริหารรัฐกิจและธุรกิจสามารถใช้หลักของการบริหารอย่างเดียวกันได้ ตัวอย่างหลักเกณฑ์การบริหารที่มีชื่อเสียง เช่น หลักที่เป็นหน้าที่ของนักบริหาร คือ
POSDCORB ของ Gulic และ Urwick เป็นต้น ต่อมาพาราไดม์นี้ได้รับการโจมตีจากนักวิชาการสมัยต่อมา ว่าการบริหารกับการเมืองไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และหลักการบริหารต่างๆ นั้นไม่สอดคล้องลงรอยตามหลักของเหตุผล หลักทุกอย่างของการบริหารจะมีหลักที่ตรงกันข้ามกันเสมอ หลักต่างๆ ของการบริหารไม่สามารถใช้ได้ในทางปฏิบัติ จะเป็นได้แค่เพียงภาษิตทางการบริหารเท่านั้น

3. การบริหารรัฐกิจ คือ รัฐศาสตร์ (ค.ศ.1950-1970 ) เป็นยุคที่วิชาการบริหารรัฐกิจได้กลับคืนไปเป็นสาขาหนึ่งของวิชารัฐศาสตร์อีกครั้ง ทำให้มีการกำหนดสถาบันที่จะศึกษาใหม่ว่า คือการบริหารราชการของรัฐบาล แต่ไม่ได้พิจารณาสิ่งที่มุ่งศึกษา (
Focus) ไป และในยุคนี้ การศึกษาไม่มีความก้าวหน้าในการศึกษามากนักและนักวิชาการบริหารรัฐกิจเริ่มเห็นความต่ำต้อยและใช้ประโยชน์ของการศึกษาในแนวทางนี้

4. การบริหารรัฐกิจ คือวิทยาการทางการบริหาร ( ค. ศ. 1956-1970 ) เป็นช่วงที่นักวิชาการทางการบริหารรัฐกิจได้เริ่มค้นหาแนวทางใหม่ โดยได้เริ่มมาศึกษาถึงวิทยาการทางการบริหาร ซึ่งหมายถึงการศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีองค์การ(
Organization Theory และวิทยาการจัดการ (Management Science การศึกษาทฤษฎีองค์การเป็นการศึกษาของนักวิชาการทางจิตวิทยาสังคมสังคมวิทยาบริหารรัฐกิจ และบริหารรัฐกิจที่จะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมขององค์การ พฤติกรรมของคนดีขึ้น ส่วนวิทยาการจัดการเป็นการศึกษาของนักวิชาการทางด้านสถิติ การวิเคราะห์ระบบ คอมพิวเตอร์ศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และบริหารรัฐกิจ ที่จะช่วยให้การบราหรมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และเพื่อที่จะใช้วัดประสิทธิผลของการดำเนินงานได้อย่างถูกต้องแน่นอนยิ่งขึ้น การศึกษาในพาราไดม์นี้จึงเป็นการศึกษาที่มุ่งถึงสิ่งหรือประเด็นที่ศึกษา (Focus) แต่ไม่กำหนดสถานที่จะศึกษา (Lucus) เพราะมองว่าการบริหารไม่ว่าจะเป็นการบริหารรัฐกิจหรือธุรกิจ หรือสถาบันอะไรก็ตามย่อมไม่มีความแตกต่างกัน

5. การบริหารรัฐกิจ คือการบริหารรัฐกิจ (ค.ศ. 1970 ) นักบริหารรัฐกิจได้พยายามที่จะสร้างพาราไดม์ใหม่ๆขึ้นมาแทนพาราไดม์เก่าๆ ที่เคยมีมาก่อนจะเป็นลักษณะของสหวิทยาการ การสังเคราะห์ ความรู้ความสามารถในสาขาวิชาการต่างๆ มาใช้แก้ปัญหาในสังคม ความโน้มเอียงไปสู่เรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตในเมือง ความสัมพันธ์ทางการบริหารระหว่างองค์การของรัฐและองค์การของเอกชน เขตแดนร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีและสังคม นอกจากนี้นักวิชาการบางคนยังสนใจเพิ่มขึ้นในเรื่องของนโยบายศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเมือง กระบวนการกำหนด และการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ และการวัดผลได้ของนโยบาย อันเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์กันอยู่แยกไม่ออก
6.  การจัดการภาครัฐ ( Public management)  ในทศวรรษ 1970 เมื่อสาขาวิเคราะห์นโยบายเริ่มฝึกคนเข้าไปเป็นนักบริหารในภาครัฐ ก็เริ่มเห็นปัญหาทันทีว่า จำเป็นต้องพัฒนาทักษะอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือจากการสร้างทางเลือกนโยบาย ข้อสำคัญโอกาสที่จะใช้ทักษะวิเคราะห์นโยบายนั้นค่อนข้างน้อย ผู้บริหารเองก็ต้องการทักษะการจัดการมากกว่า สถาบันที่สอนสาขาการวิเคราะห์นโยบายจึงเปิดหลักสูตรใหม่ ๆ ในด้านการจัดการ การวิเคราะห์นโยบายจึงหันไปเรียกแนวทางที่เปิดใหม่นี้ว่า การจัดการภาครัฐ เนื้อหาของหลักสูตรการจัดการภาครัฐ ก็คือ หลักสูตรการจัดการทั่วไป ในยุคที่หลักการบริหารรุ่งโรจน์ในสมัยนีโอคลาสสิกนั่นเอง โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหลักเหตุผลหรือจักรกลกับกลุ่มมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิต กลุ่มเหตุผล ประกอบด้วย การศึกษาของกลุ่มเหตุผลจะเน้นการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบคำถามทางการจัดการ เน้นการวัดผลงานการให้รางวัลโดยอาศัยผลงานที่มีหลักฐาน
 ในช่วงทศวรรษ 1970 หลักเหตุผลครอบงำความคิดของการจัดการภาครัฐเกือบจะโดยสิ้นเชิง แต่พอต้นทศวรรษ 1980 หนังสือชื่อ
In Search of Execellence ของปีเตอร์ (Peters) และวอเตอร์แมน (Waterman) ได้เปลี่ยนความคิดนี้ เพราะในหนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จของบริษัทอเมริกันส่วนใหม่ไม่ได้ใช้หลักเหตุผล ตรงกันข้ามกลับใช้หลักสิ่งมีชีวิตและกลยุทธ์ด้านความเป็นมนุษย์ รวมทั้งแนวทางวัฒนธรรมองค์การ หนังสือเล่มนี้จึงมีส่วนกระตุ้นการบริหารภาครัฐให้หันมาสนใจมิติมนุษย์ ซึ่งไม่นานก็แพร่ไปทั่วอาณาบริเวณของการศึกษาการจัดการภาครัฐ นักวิชาการหลายคนเริ่มคิดว่าอาจสร้างความเป็นเลิศให้กับการบริหารภาครัฐได้ ตัวอย่างเช่น การเสนอให้ใช้แนวทางการพัฒนาองค์การ (Organizational development) การจัดการคุณภาพรวมทั้งองค์การ (Totalquality management) และการจัดการกลยุทธ์ที่เน้นวัฒนธรรม (Culturally oriented strategic management) 
7. การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่
 นอกจากนั้นกลุ่มการจัดการภาครัฐยังแบ่งแนวทางการศึกษาของตนออกเป็นอีก 3 สาขา คือ การจัดการเชิงปริมาณหรือเชิงวิเคราะห์ ซึ่งพัฒนามาจากการวิเคราะห์นโยบายและเศรษฐศาสตร์ จะเน้นการใช้เทคนิคเชิงกลยุทธ์ชั้นสูงต่าง ๆ เช่นการพยากรณ์ การวิเคราะห์ต้นทุนผลประโยชน์ การจัดการเพื่อการปลดปล่อย เป็นแนวคิดที่มองว่าข้าราชการไม่ได้เป็นคนเลว ผู้บริหารภาครัฐเป็นคนที่มีความสามารถสูงและรู้วิธีการจัดการดี แต่ปัจจุบันกำลังติดต่ออยู่กับดักของระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะปลดปล่อยข้าราชการออกจากระบบนี้ นักการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ จะต้องให้ผู้บริหารได้มีโอกาสบริหาร ต้องสนับสนุนให้เกิดการคิดกลยุทธ์ต่าง ๆ โดยหาทางลดกฎระเบียบและการจัดการที่มุ่งเน้นตลาด
ถ้ามองการพัฒนาการการจัดการภาครัฐแนวใหม่จะเห็นว่า พัฒนามาจากการจัดการภาครัฐ โดยเฉพาะการจัดการภาครัฐในแนวทางการจัดการเพื่อการปลดปล่อยและแนวทางการจัดการทีมุ่งเน้นตลาด และการจัดการภาครัฐทั้ง 2 แนวทางนี้ก็มีรากฐานมาจากทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ และเศรษฐศาสตร์สถาบันใหม่ หรือเศรษฐศาสตร์องค์การ มีลักษณะเด่นคือ ความพยายามแก้ปัญหาของระบบราชการแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงในด้านประสิทธิภาพและการให้บริการประชาชน ซึ่งหัวใจสำคัญของการจัดการภาครัฐแนวใหม่ก็คือ การปฏิรูประบบราชการนั้นเอง

 อ้างอิงวันที่ 24มกราคม 54
www.asagurayo.igetweb.com


พาราไดม์

พาราไดม์ที่ 1 :  การแยกการบริหารกับการเมืองออกจากกันเป็นสองส่วน

            เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาวิชาบริหารรัฐกิจ  เป็นแนวความคิดแยกการบริหารกับการเมืองออกจากกันเป็นสองส่วน  เป็นแนวคิดของนักรัฐศาสตร์
                Wilson   เป็นต้นกำเนิดแนวคิด การแยกการบริหารกับการเมืองออกจากกันเป็นสองส่วน
Goodnow  กล่าวว่า  รัฐบาลมีหน้าที่แตกต่างกัน 2 ประการ 
                        -  การเมือง    เป็นเรื่องของการกำหนดนโยบาย  การแสดงออกซึ่งเจตนารมณ์ของรัฐ
                        -  การบริหาร   นำนโยบายต่าง ๆ เหล่านั้นไปปฏิบัติ
            Leonard D. White  ชี้ให้เห็นว่า  การเมืองไม่ควรจะเข้ามาแทรกแซงการบริหาร
                การศึกษาเรื่องการบริหารรัฐกิจควรจะเป็นการศึกษาในแบบวิทยาศาสตร์  ศึกษาจาก  ความจริง  ปลอดจาก  ค่านิยม  ส่วนการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดนโยบายสาธารณะและปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  เป็นเรื่องของนักรัฐศาสตร์  การบริหารรัฐกิจถือเป็นสาขาหนึ่งของวิชารัฐศาสตร์
พาราไดม์ที่ 2 :  หลักการบริหาร
                มองว่าการบริหารรัฐกิจเป็นเรื่องของหลักต่าง ๆ ของการบริหารที่มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์   หน้าที่ของการบริหารคือ  ประหยัด  และ  ประสิทธิภาพ  แนวความคิดนี้มุ่งศึกษาก็คือ  ความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ของการบริหาร
                Gulick  ได้เสนอหลักการบริหาร   POSDCORB
                Taylor  แสงหาวิธีการทำงานที่ดีที่สุด one best way ให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและมีปริมาณสูงสุด  โดยใช้ปัจจัยการผลิตน้อยที่สุด   (เน้นเงิน  เน้นงาน)
ต่อมาพาราไดม์นี้ได้รับการโจมตีจากนักวิชาการสมัยต่อมาว่า  การเมืองไม่สามารถแยกออกจากกันได้  และหลักการบริหารไม่สอดคล้องตามหลักของเหตุผล  ไม่สามารถใช้ได้ในทางปฏิบัติ  เป็นแค่ภาษิตการบริหารเท่านั้น
พาราไดม์ที่ 3 :  การบริหารรัฐกิจคือรัฐศาสตร์
การบริหารเป็นส่วนหนึ่งของการเมือง    เกิดขึ้นจากการโต้แย้งพาราไดม์ที่ 1 กับ 2 
             -  การบริหารไม่สามารถแยกออกจากการเมืองได้การบริหารต้องศึกษาไปพร้อมกับการเมือง
             -  หลักต่าง ๆ ของการบริหารมีข้อขัดแย้งกันเสมอ จึงไม่ใช่หลักการ
ช่วงพาราไดม์ที่ 3 พยายามเชื่อมโยงความคิดระหว่างวิชาการบริหารรัฐกิจกับรัฐศาสตร์ขึ้นใหม่  แต่ผลที่เกิดกลับกลายเป็นทำให้ความเป็นสาขาวิชาห่างไกลกันออกไป
มีการละเลยการบริหาร ทำให้บทความทางการบริหารน้อยลง  ให้ส่งผลนักวิชาการรัฐกิจบางกลุ่มไม่พอใจ/น้อยใจในสถานภาพแบบนั้น รู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสองในคณะรัฐศาสตร์ ทำให้เกิดพาราไดม์ที่ 4
Elton Mayo --  Human  Relation  (พฤติกรรมกลุ่ม)  
Maslow  --  ลำดับขั้นความต้องการ
McGregor  --  ทฤษฎี  X  Y
Herberg  --  ทฤษฎีสองปัจจัย
พาราไดม์ที่ 4 :  การบริหารรัฐกิจคือวิทยาการบริหาร
เป็นการศึกษา  2 ส่วน คือ
-  ทฤษฎีองค์การ   ศึกษาเกี่ยวกับองค์การ, คน  เพื่อที่จะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมองค์การได้ดีขึ้น
-  วิทยาการจัดการ   ศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคเชิงปริมาณ  คณิตศาสตร์  คอมพิวเตอร์  มาใช้ในการบริหารให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น  และเพื่อที่จะใช้วัดประสิทธิผลของการดำเนินงานได้อย่างถูกต้อง
จุดอ่อนของพาราไดม์ที่ 4  นักวิชาการมองว่าไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของการบริหารรัฐกิจ เพราะเป็นการบริหารทั่วไปที่ใช้ได้ทั้งการบริหารรัฐกิจและธุรกิจ ในความเป็นจริงการบริหารรัฐกิจจะมีธรรมชาติที่แตกต่างอย่างสำคัญจากธุรกิจ เพราะฉะนั้นเกณฑ์การประเมินจะแตกต่างกัน เนื่องจากการบริหารรัฐกิจมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของประชาชน เป็นการเมืองสูง มีกฎระเบียบมาก เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบาย ในขณะที่ธุรกิจมุ่งเน้นกำไร
Herbert  Simon             เสนอแนวคิดของการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลภายใต้กรอบจำกัด (Bounded
            Rationality)
Barnard       การบังคับบัญชาเป็นสิ่งที่สำคัญ  แต่อำนาจหน้าที่ที่แท้จริง  ขึ้นอยู่กับการยินยอมของผู้รับคำสั่งจะยอมรับคำสั่งนั้น ๆ
พาราไดม์ที่ 5 :  การบริหารรัฐกิจคือการบริหารรัฐกิจ

          นำเอาความรู้ในวิชาการต่าง ๆ มาปรับใช้ร่วมกัน   ในการบริหารงานของรัฐ เรียกว่า สหวิทยาการ   มาใช้แก้ปัญหาของสังคม  ความสัมพันธ์ทางการบริหารระหว่างรัฐกับเอกชน    เป็นเขตแดนร่วมกันระหว่างเทคโนโลยีและสังคม  สนใจมากขึ้นในเรื่องของนโยบาย  เศรษฐศาสตร์การเมือง  กระบวนการกำหนดและวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ  การวัดผลของนโยบาย

อ้างอิงวันที่ 24 มกราคม 54, saksarit smerwong:มหาวิทยาลัยรามคำแหง

การบริหารรัฐกิจและผลประโยชน์สาธารณะ

การบริหารรัฐกิจและผลประโยชน์สาธารณะ


          ชาร์ล ที กู๊ดเซลล์ ได้อ้างอิงหนังสือ “ Public Administration and Public Interest’ ของ Pendleton Herring และชี้ว่า herring ได้เน้นถึงประเด็นรากฐานปทัสถานที่เหมาะสมสำหรับการบริหารรัฐกิจโดยเชื่อว่า ข้าราชการไม่มีมาตรฐานในการปฎิบัติที่ชัดเจน ซึ่ง 50ปี หลังจากหนังสือของ Herringออกตีพิมพ์ ยังไม่มีนักทฤษฎีรัฐประศาสนศาสตร์สานต่อนัยยะของHerring อย่างเต็มตัว นักทฤษฎีเหล่านั้นเลือกที่จะไม่สนใจแนวความคิดที่ว่า ผลประโยชน์สาธารณะนั้นเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางการบริหาร เลือกที่จะนิยามความสามารถและค่านิยมทางการบริหารในแล่ประสิทธิผลทางเศรษฐกิจและการควบคุมการจัดการ และเลือกที่จะมองระบบราชการว่าถูกครอบงำโดยกลุมผลประโยชน์ต่างๆ อย่างที่ Richared Stillman กล่าวไว้ว่า “ ..ผลประโยชน์สาธารณะกลายมาเป็นหัวข้อที่นักทฤษฎีทางการบริหารน้อยคนนักจะกล่าวถึงหรือแม้แต่จะพยายามสอดแทรกแนวทางสำคัญเพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติสำหรับนักบริหาร”

บทวิจารณ์ของ Schubert
ในบทความของเขา Golden Schubert ได้สรุปว่า แนวความคิดเรื่องผลประโยชน์สาธารณะแทบจะไม่สามารถใช้ในการพัฒนาสังคมศาสตร์ที่แท้จริง และเขาได้แบ่งกลุ่มนักเขียนเกี่ยวกับผลประโยชน์สาธารณะออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่

  1. Administrative Rationalism หรือกลุ่มนักทฤษฎีpositivist ที่เชื่อผลประโยชน์สาธารณะตามฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารเพียงแต่นำเจตจำนงไปปฏิบัติเท่านั้น
  2. Administrative Platonism หรือกลุ่มวิศวกรสังคมซึ่งพูดถึงความเป็นวิชาชีพ
  3. Administrative Realists กลุ่มที่มองความเป็นจริงทางการบริหารซึ่งนิยามผลประโยชน์สาธารณะในแง่กระบวนการ


อ้างอิงวันที่ 24 มกราคม 54 http://asagurayo.igetweb.com

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

น้ำผึ้งเพื่อสุขภาพ

น้ำผึ้งเพื่อสุขภาพ

          น้ำผึ้ง ใคร ๆ ก็รู้จักแถมยังดีต่อ สุขภาพ น่ารับประทานอีกด้วย น้ำผึ้งมีสารอาหารสำคัญ ๆ ที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในน้ำผึ้งก็คือ  โปรตีน  วิตามินบี1 บี2 บี 5 และ บี12 ไบโอติน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส ซิลิคอน แคลเซียม โซเดียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส กำมะถัน โบรมีน และคลอรีน
          น้ำผึ้ง มีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุง สุขภาพ ร่างกาย ให้กระปรี้กระเปร่า  แข็งแรง  สดชื่น  เพิ่มพลัง  แก้เบื่ออาหาร  บำรุงหัวใจ  บำรุงข้อต่าง ๆ  ช่วยให้นอนหลับสบาย
          น้ำผึ้ง  จัดเป็นอาหารเสริมที่ดีที่สุดที่น่าสนใจ  หมั่นรับประทานเป็นประจำทุก ๆ สัปดาห์ก็จะช่วย บำรุงร่างกาย ให้มี สุขภาพดี อย่างที่คุณพิสูจน์ได้ เมื่อมีแต่ข้อดี แถมยังอร่อย ว่าง ๆ ก็ลองหามารัปประทานกันดูนะ เพื่อ สุขภาพร่างกาย ที่แข็งแรง

วันที่ 12 /01/54    จากเว็บ www.linlies.com

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ททท.ลุยจัดกิจกรรมกระตุ้นท่องเที่ยว

         
                         ททท.ลุยจัดกิจกรรมกระตุ้นท่องเที่ยว
          นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. จะให้ความสำคัญในการกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยว ภายหลังจากน้ำลด โดยวางแผนการฟื้นฟู กระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ผ่านรูปแบบการจัดคอนซูเมอร์แฟร์ และเทรดแฟร์ ในภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้ โดยจะจัดกิจกรรมในรูปแบบคาราวานท่องเที่ยว และกิจกรรมซีเอสอาร์ ภายใต้ความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการจัดแพ็กเกจท่องเที่ยว และการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกรูปแบบ

          ส่วนแผนงานด้านการตลาดต่างประเทศ เน้นการทำตลาดใน 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยจะใช้เทศกาลหลักๆ ประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งเทศกาลงานโคมไฟ กิจกรรมเคานต์ดาวน์ ในเทศกาลปีใหม่ เทศกาลตรุษจีน เทศกาลสีสันเมืองใต้ เทศกาลงานสงกรานต์ เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยว เดินทางกลับเข้ามาท่องเที่ยว ในพื้นที่หาดใหญ่เช่นเดิม

www.sanook.com  
 www.thaitravel center.com    11/12/53